วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2556

                 การสื่อสารการพูดและการเขียน
               มีบทบาทสำคัญต่อการวิจัย

 


                   การสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต  มนุษย์จำเป็นต้องติดต่อสื่อสารกันอยู่ตลอดเวลา  การสื่อสารจึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งนอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์   ทำให้มนุษย์สามารถสืบทอดพัฒนา เรียนรู้ และรับรู้วัฒนธรรมของตนเองและสังคมได้  มีสำคัญในการพัฒนาประเทศ  สร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าแก่ชุมชน และสังคมในทุกด้าน                
ความหมายของการสื่อสาร 

                  คำว่า  การสื่อสาร (communications)  มีที่มาจากรากศัพท์ภาษาลาตินว่า  communis หมายถึง  ความเหมือนกันหรือร่วมกัน   การสื่อสาร (communication)    หมายถึงกระบวนการถ่ายทอดข่าวสาร  ข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์  ความรู้สึก ความคิดเห็น ความต้องการจากผู้ส่งสารโดยผ่านสื่อต่าง ๆ ที่อาจเป็นการพูด การเขียน สัญลักษณ์อื่นใด การแสดงหรือการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ไปยังผู้รับสาร ซึ่งอาจจะใช้กระบวนการสื่อสารที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม หรือความจำเป็นของตนเองและคู่สื่อสาร  โดยมีวัตถุประสงค์ให้เกิดการรับรู้ร่วมกันและมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อกัน  บริบททางการสื่อสารที่เหมาะสมเป็น ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การสื่อสารสัมฤทธิ์ผล






        องค์ประกอบที่สำคัญของการสื่อสาร มี 4 ประการ ดังนี้  
1. ผู้ส่งสาร คือ   ผู้ที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูล สารไปยังผู้รับสารโดยผ่านช่องทาง

ที่เรียกว่าสื่อ ถ้าหากเป็นการสื่อสารทางเดียวผู้ส่งจะทำหน้าที่ส่งเพียงประการเดียวแต่ถ้า

เป็นการสื่อสาร 2 ทาง ผู้ส่งสารจะเป็นผู้รับในบางครั้งด้วย ผู้ส่งสารจะต้องมีทักษะในการ

สื่อสาร มีเจตคติต่อตนเอง ต่อเรื่องที่จะส่ง ต้องมีความรู้ในเนื้อหาที่จะส่งและอยู่ในระบบสังคม

เดียวกับผู้รับก็จะทำให้การ สื่อสารมีประสิทธิภาพ
2. ข่าวสาร ในการะบวนการติดต่อสื่อสารก็มีความสำคัญ ข่าวสารที่ดีต้องแปลเป็นรหัส เพื่อสะดวกในการส่งการรับและตีความ เนื้อหาสารของสารและการจัดสารก็จะต้องทำให้การสื่อความหมายง่ายขึ้น

3. สื่อหรือช่องทางในการรับสาร คือ ประสาทสัมผัสทั้งห้า คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัส และตัวกลางที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เช่น สิ่งพิมพ์ กราฟิก สื่ออิเลกทรอนิกส์

4. ผู้รับสาร คือ ผู้ที่เป็นเป้าหมายของผู้ส่งสาร การสื่อสารจะมีประสิทธิภาพ ผู้รับสารจะ ต้อง มีประสิทธิภาพในการรับรู้ มีเจตคติที่ดีต่อข้อมูลข่าวสาร ต่อผู้ส่งสารและต่อตนเอง


         อุปสรรคในการสื่อสาร หมายถึง สิ่งที่ทำให้การสื่อสารไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ ของผู้สื่อสาร และผู้รับสาร   อุปสรรคในการสื่อสารอาจเกิดขึ้นได้ทุกขั้นตอนของกระบวนการสื่อสาร ดังนั้นอุปสรรค ในการสื่อสารจากองค์ประกอบต่าง ๆ ดังนี


     

      อุปสรรคที่เกิดจากผู้ส่งสาร
     >  ผู้ส่งสารขาดความรู้ความเข้าใจและข้อมูลเกี่ยวกับสารที่ต้องการจะสื่อ
     >  ผู้ส่งสารใช้วิธีการถ่ายทอดและการนำเสนอที่ไม่เหมาะสม
     >  ผู้ส่งสารมีบุคลิกภาพที่ไม่เหมาะสม      

     >  ผู้ส่งสารมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการส่งสาร
     >  ผู้ส่งสารขาดความพร้อมในการส่งสาร
     
 

 

 

       อุปสรรคจากผู้รับสาร 

  • ขาดความรู้ในสารที่จะรับ
  • ขาดความพร้อมที่จะรับสาร
  • ผู้รับสารมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อผู้ส่งสาร
  • ผู้รับสารมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อสาร

 
           ปัญหาต่างๆๆเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าเรารู้จัดหลักในการสื่อสาร ทั้งการพูด  การเขียน การอ่าน ที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพแล้ว
 

              ในที่นี้จะขอกล่าวถึงการพูดและการเขียน มีความสำคัญต่อการวิจัยดังต่อไปนี้





                  การเขียนเป็นระบบการสื่อสาร หรือบันทึกถ่ายทอดภาษาเพื่อแสดงออกซึ่งความรู้    
ความคิด  ความรู้สึก และอารมณ์ โดยใช้ตัวหนังสือ แล ะเครื่องหมายต่างๆเป็นสื่อ ดังนั้นการเขียนจึงเป็นทักษะการใช้ ภาษา แทนคำพูดที่สามารถ สื่อความหมายให้เป็นหลักฐานปราฎกได้นานกว่าคำพูด เป็นเรื่องราวที่ให้ผู้อ่านเข้าใจ ตรงตามความมุ่งหมายของผู้เขียนนั้น จะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด
                   ส่วนสำคัญขึ้นอยู่กับว่าผู้เขียนมีทักษะในการใช้ภษาเขียนได้ดีเพียงใด  ทักษะการใช้ภาษาเขียน  ต้องอาศัยพื้นฐานความรู้จากการ ฟัง  การพูด   และการการอ่าน จากพื้นฐานดังกล่าว   จะทำให้มีความรู้มีข้อมูล และมีประสบการณ์เพียงพอที่จะเกิดความคิด สามารถเรียบเรียงและถ่ายทอดออกมาสื่อสารกับผู้อ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ในการทำงานวิจัยนั้นในลักษณะเนื้องานที่เป็น
งานเอกสารและ ต้องประกอบไปด้วย
  • การวางเนื้อเรื่องการกำหนดชื่อเรื่อง

    บทนำ    การนำถ้อยคำมาเรียบเรียงให้เป็นประโยคและถูกต้องตามแบบแผนภาษาและ การย่อหน้าเป็นลักษณะของวรรคตอนอย่างหนึ่ง ใช้เมื่อขึ้นต้นเรื่อง ข้อความใหม่  ลักษณะย่อหน้าที่ดีต้องมีใจความสำคัญเพียงเรื่องเดียว และในแต่ละย่อหน้าต้องมีส่วนขยายด้วย เพื่อช่วยให้ใจความสำคัญมีความสำคัญมีความชัดเจนยิ่งขึ้น  ซึ่งก็เป็นส่วนสำคัญของบทนำ การลงลักษณะนาม หรือคำย่อให้ถูกต้อง ซึ่งบ้างครั้งจะเจอปัญหาในการผูกประโยค ถ้ามีการใช้ส่วนขยายผิดก็จะทำให้ประโยคกำกวมได้   การเว้นช่องว่างระหว่างคำ ก็จะช่วยให้เนื้อความชัดเจนยิ่งขึ้น

       กำหนดวัตถุประสงค์ การเขียนที่ใช้ภาษาที่กระชับ  ชัดเจน ใช้คำที่มี
          จุดมุ่งหมาย ใช้คำหรือวลีที่ช่วยกระชับความได้

    การตั้งสมมุติฐาน ต้องมีหลักการเขียนที่สอดคล้องไปในแนวเดียวกันกับวัตถุประสงค์
       การวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล   ต้องมีการเขียนแบบ
          ลำดับกระบวนการ เรียงลำดับตามหัวข้อเรื่อง เพื่อช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

     บทสรุป  พยายามจับใจความโดยเขียนอย่างมีแบบแผนว่า ใคร   ทำอะไร    ที่ไหน อย่างไร

     เอกสารอ้างอิง ต้องเขียนครบส่วน ไม่ว่าจะเป็นชื่อผู้เขียน ชื่อเรื่อง ตามแบบ ของแต่ละอ้างอิงแต่ละประเภท

            ในการเขียนงานวิจัยนั้น เป็นการเขียนที่มีรูปแบบระเบียน และข้อกำหนดที่เป็นมาตรฐาน แม้กระทั้งภาษาที่ใช้ก็เป็นระดับภาษาทางการ ดังนั้นผู้เขียนต้องมีทักษะการเขียนที่ดีด้วย ต้องมีการฝึกฝน อาศัยองค์ประกอบ ของการ ฟัง อ่าน เข้ามาช่วยด้วย ยิ่งในงานวิจัย ที่จะต้องมีการตีพิมพ์ ลงวารสารหรือสิ่งพิมพ์ทางวิชาการ เผื่อเผยแผ่ให้กับบุคคลทั่วไปได้อ่านแล้ว การเขียนก็ต้องมีแบแผนและรัดกุมยิ่งขึ้น



           ในระดับการทำงานวิจัยนั้น   ไม่ใช่แต่อาศัยแต่ทักษะการเขียนเป็นเอกสารอย่างเดียว ต้องมีการนำเสนอต่อที่ประชุมวิชาการ หรือต้องมีการนำเสนองานวิจัยต่างๆ แม้กระทั่งนิสิตระดับบัณฑิต ที่ต้องมีการสอบประมวลความรู้ (Comprehensive  Examination) และสอบปากเปล่าปริญญานิพนธ์ขั้นสุดท้าย
                     ทักษะการสื่อสารในการพูดก็จำเป็นอย่างยิ่งไม่แพ้กับทักษะทางด้านการเขียน




              การพูด  เป็น กระบวนการสื่อสารความคิดคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง โดยมีภาษาน้ำเสียง และอากัปกริยา เป็นสื่อ การพูดคือ การแสดงออกถึงอารมณ์และความรู้สึกโดยใช้ภาษา และเสียงสื่อความหมายการพูด เป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีอานุภาพมากที่สุดในโลก เนื่องจากมีความรวดเร็วและสามรถเข้าใจได้ง่าย ดังนั้นจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความเข้าใจระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ 


                        ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่จะนำเสนอการวิจัยในการพูดให้สำเร็จลุลวง สามารถวัดได้จากผู้ฟังนั้นเองเป็นสิ่งสำคัญ ว่าผู้ฟังมีปฎิกิริยา ตอบกลับอย่างไรบ้าง เข้าใจ สงสัย  เบื่อหน่าย หรือชื่นชม เพื่อให้การพูดสำเร็จลุลวง ต้องอาศัยทักษะด้านการพูดดังต่อไปนี้
  • ผู้พูดต้องรู้เรื่องวิจัยที่ตนจะพูดรู้วัตถุประสงค์ที่แน่นอนในงานวิจัย
  • ผู้พูดต้องมีปฎิสัมพันธระหว่างผู้ฟังและผู้พูด
  • ผู้พูดต้องรู้จักใช้น้ำเสียง จังหวะ การ กวาดสายตาประสานไปยังผู้ฟัง และแสดงท่าทางอากัปกริยาที่เหมาะสม
  • ผู้พูดต้องพูดแบบมีความคิดสร้างสรรค มีเทคนิคในการคิดวิเคราะห์
  • ผู้พูดต้องมีการยกตัวอย่างประกอบเพื่อให้ผู้ฟัง คิดตามและเห็นภาพพจน์ไปด้วย
  • ผู้พูดต้องมีการฝึกซ้อมก่อนพูดเพื่อให้เกิดความชำนาญ เพื่อไม่ให้เกิดความไม่ราบเรียบในการนำเสนองาน
  • ผู้พูดต้องมีบุคลิก การแต่งกายที่เหมาะสม ในงานนำเสนองาน
  • ผู้พูดต้องรู้จักควบคุมเวลาให้อยู่ภายในที่กำหนด
  • ผู้พูดควรควรควบคุมสติ ให้ปราศจากความกลัว จะช่วยลดความตื่นเต้นได้
  • ผู้พูดควรเพิ่มความมั่นใจให้ตนเองโดยการเตรียมตัวมาให้พร้อม เพราะจะทำให้ผู้ฟังนั้นเกิดความน่าเชื่อถือได้มากขึ้น

                 การสื่อสารทั้งการพูดและการเขียนที่กล่าวมาทั้งหมด ล้วนมีความสำคัญต่องานวิจัย และเพื่อให้งานวิจัยออกมาสมบรูณ์แบบต้องมีทั้งเอกสารที่รวบรวมขั้นตอนงานวิจัย ต้องอาศัยทักษะการเขียน เพื่อสามารถตีพิมพ์เผยแผ่ให้บุคคลทั่วไปที่สนใจได้อ่านได้  ส่วนการพูดงานวิจัย ต้องอาศัยการสื่อสาร ที่รวดเร็วเข้าใจได้ง่าย   เนื่อหาที่กระชับ ประโยคคำพูด ที่พูดเข้าใจได้ง่ายในเวลาที่จำกัด  เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจมากที่สุด  ก็ต้องอาศัยทักษะการพูดที่ดีเช่นกัน  ถ้าเรามีความเตรียมพร้อมฝึกฝนที่ดี ก็จะทำให้งานวิจัยออกมามีคุณภาพและสมบูรณ์แบบ



อ้างอิง

http://images.flatworldknowledge.com/wrench/wrench-fig01_x003.jpg
http://www.pattanakit.net/images/column_1221402654/tan_woman_speaking_at_a_ha.gif

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

นวัตกรรมทางการศึกษา

Tablet for Education 
      
                                    




                    "นวัตกรรม" หมายถึงความคิด การปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีใช้มาก่อน หรือเป็นการพัฒนาดัดแปลงมาจากของเดิมที่มีอยู่แล้ว ให้ทันสมัยและใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น เมื่อนำ นวัตกรรมมาใช้จะช่วยให้การทำงานนั้นได้ผลดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเดิม ทั้งยังช่วย ประหยัดเวลาและแรงงานได้ด้วย

                                     
                 
                                                                                                        
         "นวัตกรรมการศึกษา" (Educational Innovation ) หมายถึง นวัตกรรมที่จะช่วยให้การศึกษา และการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิผลสูงกว่าเดิม เกิดแรงจูงใจในการเรียนด้วยนวัตกรรมการศึกษา และประหยัดเวลาในการเรียนได้อีกด้วย
                 ในปัจจุบันมีการใช้นวัตกรรมการศึกษามากมายหลายอย่าง ซึ่งมีทั้งนวัตกรรมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายแล้ว และประเภทที่กำลังเผยแพร่ เช่น การเรียนการสอนที่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Aids Instruction) การใช้แผ่นวิดีทัศน์เชิงโต้ตอบ (Interactive Video) สื่อหลายมิติ ( Hypermedia ) และอินเทอร์เน็ต

                      ตามด้วยนโยบายภาครัฐโดยเฉพาะด้านการจัดการศึกษาของรัฐบาลปัจจุบัน ที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2554 โดยเฉพาะนโยบายด้านการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาให้ทัดเทียมกับนานาชาตินั้น




              “แท็บเล็ตเพื่อการศึกษา ( Tablet for Education )”จึงกลายเป็นเครื่องมือด้านสื่อเทคโนโลยี นวัตกรรมเพื่อการศึกษาที่สาคัญและมีอิทธิพลค่อนข้างมากต่อการปรับใช้ในการสร้างมิติแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการจัดการศึกษาไทยในปัจจุบันในยุคสังคมสารสนเทศและอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่งแนวนโยบายของรัฐบาลมุ่งเน้นที่จะใช้สื่อแท็บเล็ตให้ผู้เรียนทุกคนได้เรียนรู้ตามศักยภาพและความพร้อมที่มีอยู่ โดยที่นโยบายของการปฏิบัติกับนักเรียนช่วงแรกตามโครงการ One Tablet PC Per Child จะมุ่งเน้นไปที่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จานวนประมาณ 539,466 คนเป็นกลุ่มเป้าหมายนาร่องที่สาคัญของการนำสื่อแท็บเล็ตสู่การพัฒนาการเรียนรู้ในครั้งนี้ 
    



          




               แท็บเล็ต ( Tablet ) เป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็กกว่าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค พกพาง่าย น้าหนักเบา มีคีย์บอร์ด ( keyboard ) ในตัว หน้าจอเป็นระบบสัมผัส ( Touch-screen )ปรับหมุนจอได้อัตโนมัติ แบตเตอรี่ใช้งานได้นานกว่าคอมพิวเตอร์พกพาทั่วไป ระบบปฏิบัติการมีทั้งที่เป็น Android IOS และ Windows ระบบการเชื่อมต่อสัญญาณเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีทั้งที่เป็น Wi-Fi และ Wi-Fi + 3G
              อาจสรุปในความหมายที่แท้จริงของแท็บเล็ตหรือคอมพิวเตอร์กระดานชนวนก็คือ แผ่นจารึกที่เอาไว้บันทึกข้อความต่างๆโดยการเขียนซึ่งมีมานานแล้วในอดีต แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาคอมพิวเตอร์ที่มีการปรับใช้แนวคิดนี้ขึ้นมาแทนที่ ซึ่งจะมีหลายบริษัทที่ได้ให้คานิยามหรือการเรียกชื่อที่แตกต่างกันออกไปเช่น แท็บเล็ตพีซี ( Tablet PC ) ซึ่งมาจากคาว่า Tablet Personal Computer และ แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ ( Tablet ) 



แท็บเล็ต (Tablet) คือ อะไร ???

                   แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ ( Tablet Computer / Tablet ) หรือที่เรียกชื่อสั้นๆว่า “แท็บเล็ต” คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้ขณะเคลื่อนที่ได้ มีขนาดกลางกะทัดรัดและใช้หน้าจอสัมผัสในการทางานเป็นลาดับแรก มีคีย์บอร์ดเสมือนจริง หรือปากกาดิจิตอลในการใช้งานแทนที่แป้นพิมพ์หรือคีย์บอร์ด และมีความหมายครอบคลุมไปถึงโน๊ตบุ๊คแบบ Convertible ที่มีหน้าจอแบบสัมผัสและมีแป้นพิมพ์คีย์บอร์ดเสมือนจริงติดมาด้วย
                    แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ ( Tablet Computer หรือ Tablet ) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปจะถูกผลิตขึ้นมาโดยบริษัทที่เป็นยักษ์ใหญ่ของเครื่องคอมพิวเตอร์คือ Apple ซึ่งเป็นผู้ผลิต “ไอแพด ( iPa
 d )” ขึ้นมาและเรียกอุปกรณ์ของตัวเองว่าเป็น “แท็บเล็ต ( Tablet )”

ความเป็นมาและร่องรอยทางประวัตศาสตร์ของแท็บเล็ต
                จากการศึกษาวิเคราะห์ในเชิงประวัติศาสตร์และหลักฐานต่างๆที่ค้นพบของการใช้เทคโนโลยีประเภทแท็บเล็ต ( Tablet ) นั้นมีข้อสันนิษฐานและกล่าวกันว่าแท็บเล็ตในยุคประวัติศาสตร์ได้เริ่มต้นจากการที่มนุษย์ได้คิดค้นเครื่องมือสาหรับการพิมพ์หรือบันทึกข้อมูลจากแผ่นเยื่อไม้ที่เคลือบด้วยขี้ผึง ( Wax ) บนแผ่นไม้ในลักษณะของการเคลือบประกบกันทั้ง 2 ด้าน ใช้ประโยชน์ในการบันทึกอักขระข้อมูล หรือการพิมพ์ภาพ ซึ่งปรากฏหลักฐานที่ชัดเจนจากบันทึกของซิเซโร ( Cicero ) ชาวโรมัน ( Roman ) เกี่ยวกับลักษณะของการใช้เทคนิคดังกล่าวนี้จะมีชื่อเรียกว่า “Cerae” ที่ใช้ในการพิมพ์ภาพบนฝาผนังที่วินโดแลนดา ( Vindolanda ) บนฝาผนังที่ชื่อผนังฮาเดรียน ( Hadrian’s Wall )
                 หลักฐานชิ้นอื่นๆที่ปรากฏจากการใช้แท็บเล็ตยุคโบราณที่เรียกว่า Wax Tablet ปรากฏในงานเขียนบทกวีของชาวกรีก ( Greek )ชื่อโฮเมอร์ ( Homer ) ซึ่งเป็นบทกวีที่ถูกนาไปอ้างอิงไว้ในนิยายปรัมปราของชาวกรีกที่ชื่อว่า Bellerophon โดยแสดงให้เห็นจากการเขียนอักษรกรีกโบราณจากการใช้เครื่องมือดังกล่าว



                                     
                                 ภาพชาวกรีกโบราณเขียนภาพจากการใช้ Wax Tablet




              นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่บ่งบอกถึงแนวคิดการใช้เทคโนโลยีแท็บเล็ตโบราณในลักษณะของการบันทึกเนื้อหาลงในวัสดุอุปกรณ์ในยุคประวัติศาสตร์คือ ภาพแผ่นหินแกะสลักลายนูนต่าที่ขุดค้นพบในดินแดนแถบตะวันออกกลางที่อยู่ระหว่างรอยต่อของซีเรียและปาเลสไตน์ เป็นหลักฐานสาคัญที่สันนิษฐานว่าจะมีอายุราวก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 640-615 ทั้งนี้บริเวณที่ขุดค้นพบจะอยู่แถบตะวันตกเฉียงใต้ของพระราชวังโบราณที่ Nineveh ของ Iraq นอกจากนี้ยังได้พบอุปกรณ์ของการเขียน Wax Tablet โบราณของชาวโรมันที่เป็นลักษณะคล้ายแท่งปากกาที่ทาจากงานช้าง ( Ivory ) ซึ่งหลักฐานที่ปรากฏเหล่านี้ต่างเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงวิวัฒนาการและแนวคิดการบันทึกข้อมูลในลักษณะของการใช้ Tablet ในปัจจุบัน

                                           
                                               ภาพชาวโรมันใช้ Wax Tablet ในการบันทึกข้อมูล


                    สำหรับหลักฐานการใช้ Wax Tablet ยุคต่อมาช่วงยุคกลาง ( Medieval ) ที่พบคือการบันทึกเป็นหนังสือโดยบาทหลวง Tournai ( ค.ศ. 1095-1147 )ชาวออสเตรีย ( Austria ) เป็นการบันทึกบนแผ่นไม้ 10 แผ่น ขนาด 375x207 mm. อธิบายเกี่ยวกับสภาพการถูกกดขี่ของทาสในยุคขุนนางสมัยกลาง  Wax Tablet เป็นกรรมวิธีที่ถูกนามาใช้ประโยชน์โดยเฉพาะการบันทึกข้อมูลหรือสิ่งสาคัญต่างๆในเชิงการค้าและพาณิชย์ของพ่อค้าแถบยุโรป จนล่วงมาถึงยุคศตวรรษที่ 19 จึงหมดความนิยมลงไปเนื่องจากมีการพัฒนาเทคนิคการบันทึกข้อมูลรูปแบบใหม่และทันสมัยขึ้นมาใช้


                  


ปัจจุบัน การใช้แท็บเล็ต ( Tablet PC ) โดยให้ผู้เรียนและผู้สอนมีแท็บเล็ตพีซีเป็นของตนเองอย่างทั่วถึง เป็นปัจจัยสาคัญที่จะช่วยให้เกิดการใช้งานอย่างมีประสิทธิผล โดยพบว่าการใช้แท็บเล็ตพีซีช่วยเพิ่มแรงจูงใจของผู้เรียนและมีผลกระทบในทางบวกต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรียน รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ช่วยส่งเสริมให้เกิดการค้นคว้าและการเข้าถึงองค์ความรู้นอกห้องเรียนอย่างกว้างขวาง รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของผู้เรียน
                  สำหรับในด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนนั้นพบว่า การใช้แท็บเล็ตพีซีนั้นช่วยส่งเสริมให้มีการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน และส่งเสริมให้มีการพัฒนาหลักสูตรหรือการจัดการเรียนการสอนที่มีเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นส่วนประกอบมากขึ้น อย่างไรก็ตามการสร้างให้เกิดผลสาเร็จดังกล่าวนั้น ต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนและการจัดการในด้านต่างๆจากผู้บริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนให้มีเครือข่ายสื่อสารแบบไร้สาย ( Wireless Network ) และเครื่องฉายภาพแบบไร้สาย( Wireless Data Projector )ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถสร้างและใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งควรจัดให้มีการวางแผนจัดหาทรัพยากรมาสนับสนุนอย่างเป็นระบบ 
                    ซึ่งท้ายที่สุดจะพบว่าการใช้แท็บเล็ตพีซีนั้น จะสามารถสร้างให้เกิดประโยชน์ที่หลากหลายและมีความคุ้มค่ามากกว่าการใช้คอมพิวเตอร์เดสก์ทอป ( Desktop ) และคอมพิวเตอร์แล็บทอป ( Laptop ) ประกอบการเรียนการสอนที่มีใช้งานกันอยู่ในสถานศึกษาโดยทั่วไป


                    ในการนำเอานวัตกรรมประเภทคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพควรคำนึงถึง

1.    มีการจัดโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ดีอย่างเพียงพอ ทั้งนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนการใช้งานทั้งในด้านสถานที่ จุดที่ตั้งที่สามารถใช้งานกับเครือข่ายไร้สาย โครงข่ายและแม่ข่ายที่มีประสิทธิภาพ สามารถใช้งานได้อย่างเป็นระบบต่อเนื่อง

2.      การพัฒนาบุคลากร มีการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้แท็บเล็ต โดยเฉพาะครูผู้สอนเพื่อลดความกังวลในการใช้งาน ให้มีทักษะ ความรู้และเชี่ยวชาญในซอร์ฟแวร์สนับสนุนต่างๆ รวมทั้งมีความสามรรถและชานาญในการเข้าถึงระบบเครือข่าย ( LAN ) ของสถานศึกษา

3.       ความสามารถในการใช้งานอย่างต่อเนื่องของแท็บเล็ตพีซี ซึ่งก็เป็นปัจจัยสาคัญอีกประเด็นหนึ่งเพื่อให้การเรียนการสอนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยสถานศึกษาควรพิจารณาความเหมาะสมในการจัดให้มีผู้ช่วยเหลือในห้องเรียนเพื่อคอยแก้ไขปัญหาทางเทคนิค จัดให้มีหน่วยสนับสนุนที่มีความพร้อมทั้งในด้านการซ่อมบารุง การมีอุปกรณ์สารองและการแก้ปัญหาอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ 

4. เวลาที่เพียงพอต่อการจัดเตรียมเนื้อหาสาระของผู้สอน ผู้สอนต้องมีเวลาเพียงพอต่อการ
เตรียมบทเรียน สื่อการสอน แบบทดสอบที่ใช้งานร่วมกับแท็บเล็ตพีซี รวมทั้งการจัดให้มีเวลาเพียงพอสาหรับการปรับแต่งแท็บเล็ตพีซีให้เหมาะสมกับการเรียนการสอน

5. การจัดระบบที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้เรียนสามารถจัดเก็บและนาส่งผลงานของตนเอง โดยพิจารณาถึงการจัดเก็บและการนาส่งผลงานผ่านระบบเครือข่ายไร้สาย รวมทั้งการจัดเก็บและนาส่งด้วย Flash-drive ในกรณีที่เครือข่ายไม่สามารถใช้งานได้
                      
                      จะเห็นได้ว่าถ้ามีปรับปรุงแก้ไขจุดที่อาจทำให้เกิดปัญก็จะทำให้การใช้ประโยชน์จากแท็บเล็ตนั้นเกิดประโยชน์สูงสุด



                    ทำให้มีการต่อยอดการใช้แท็บเล็ตของนักเรียน  โดยการนำระบบ Learning Management System หรือ LMS มาใช้ควบคู่กับการเรียนการสอนในแท็บเล็ตเพื่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น 
              
              ระบบดังกล่าวเป็นซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บ ประกอบด้วยเครื่องมืออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สอน ผู้เรียน ผู้ดูแลระบบ โดยผู้สอนสามารถนำเนื้อหาและสื่อการสอนใส่ไว้ในโปรแกรมได้สะดวก ผู้เรียนและผู้สอนสามารถใช้เครื่องมือสื่อสารที่ระบบจัดไว้ให้ได้ทุกองค์ประกอบ มีการเก็บบันทึกข้อมูล กิจกรรมการเรียนของผู้เรียนไว้บนระบบเพื่อผู้สอนสามารถนำไปวิเคราะห์ ติดตามและประเมินผลการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำเป็นนวัตกรรมใหม่มี่น่าสนใจเลยที่เดียว

            
                 
   ระบบนี้จะช่วยให้การเรียนการสอนในห้องเรียนมีการเชื่อมโยงระหว่าง ครูผู้สอนและนักเรียนได้ เช่น ครูจะติดตามความรู้ความสามารถการใช้งานแท็บเล็ตของเด็กแต่ละคน รวมทั้งระบบยังสามารถเก็บข้อมูลการเข้าเรียนเเละคะแนนการทำบททดสอบ เพื่อนำมาวิเคราะห์ ติดตาม เเละประเมินผลการเรียนการสอนในรายวิชานั้น ๆ ได้ ซึ่งเท่ากับว่าระบบนี้จะทำให้การเรียนการสอนด้วยแท็บเล็ตมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น  
ทั้งนี้ระบบดังกล่าวเป็นระบบที่เข้าถึงเนื้อหาโดยเฉพาะระบบอินเทอร์เน็ต ดังนั้นจะเป็นโอกาสให้ภาคเอกชนได้มีโอกาสสร้างแอพพลิเคชั่นใหม่ ๆ มานำเสนอเพื่อบรรจุใส่ในแท็บเล็ตของนักเรียนได้เหมือนเปิดโลกคอนเทนต์ให้กว้างมากขึ้น

LMS(Learning Management System)

         LMS เป็นคำที่ย่อมาจาก Learning Management Systemหรือระบบการจัดการเรียนรู้ เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บ จะประกอบด้วยเครื่องมืออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สอน ผู้เรียน ผู้ดูแลระบบ โดยที่ผู้สอนนำเนื้อหาและสื่อการสอนขึ้นเว็บไซต์รายวิชาตามที่ได้ขอให้ระบบ จัดไว้ให้ได้โดยสะดวก ผู้เรียนเข้าถึงเนื้อหา กิจกรรมต่าง ๆ ได้โดยผ่านเว็บ ผู้สอนและผู้เรียนติดต่อ สื่อสารได้ผ่านทางเครื่องมือการสื่อสารที่ระบบจัดไว้ให้ เช่น ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ห้องสนทนา กระดานถาม - ตอบ เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วยังมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ การเก็บบันทึกข้อมูล กิจกรรมการเรียนของผู้เรียนไว้บนระบบเพื่อผู้สอนสามารถนำไปวิเคราะห์ติดตามและประเมินผลการเรียนการสอนในรายวิชานั้นอย่างมีประสิทธิภาพ

  

LMS ประกอบด้วย 5 ส่วนดังนี้

1. ระบบจัดการหลักสูตร (Course Management) กลุ่มผู้ใช้งานแบ่งเป็น 3 ระดับคือ ผู้เรียน ผู้สอน และผู้บริหารระบบ โดยสามารถเข้าสู่ระบบจากที่ไหน เวลาใดก็ได้ โดยผ่าน เครือข่ายอินเตอร์เน็ต ระบบสามารถรองรับจำนวน user และ จำนวนบทเรียนได้ ไม่จำกัด โดยขึ้นอยู่กับ hardware/software ที่ใช้ และระบบสามารถรองรับการใช้งานภาษาไทยอย่างเต็ม รูปแบบ
2. ระบบการสร้างบทเรียน (Content Management) ระบบประกอบด้วยเครื่องมือในการช่วยสร้าง Content ระบบสามารถใช้งานได้ดีทั้งกับบทเรียนในรูป Text - based และบทเรียนใน รูปแบบ Streaming Media 
3. ระบบการทดสอบและประเมินผล (Test and Evaluation System) มีระบบคลังข้อสอบ โดยเป็นระบบการสุ่มข้อสอบสามารถจับเวลาการทำข้อสอบและการตรวจข้อสอบอัตโนมัติ พร้อมเฉลย รายงานสถิติ คะแนน และสถิติการเข้าเรียนของนักเรียน
4. ระบบส่งเสริมการเรียน (Course Tools) ประกอบด้วยเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้สื่อสารระหว่าง ผู้เรียน - ผู้สอน และ ผู้เรียน - ผู้เรียน ได้แก่ Webboard และ Chatroom โดยสามารถเก็บ History ของข้อมูลเหล่านี้ได้
5. ระบบจัดการข้อมูล (Data Management System) ประกอบด้วยระบบจัดการไฟล์และโฟลเดอร์ ผู้สอนมีเนื้อที่เก็บข้อมูลบทเรียนเป็นของตนเอง โดยได้เนื้อที่ตามที่ Admin กำหนดให้


           ทำไมดิฉันถึงเลือกที่จะนำเสนอแง่มุมวัตกรรมทางการศึกษาแท็บเล็ตซึ่งอาจจะมองดูว่ามันเก่าแล้ว แต่ดิฉันคิดว่าการต่อยอดการศึกษาแท็บเล็ต โดยการนำระบบ Learning Management System หรือ LMS มาใช้ควบคู่กับการเรียนการสอนในแท็บเล็ตก็ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ขึ้นมา และช่วยในการแก้ไขจุดบกพร่องของการใช้แท็บเล็ตการศึกษาเดิมได้ดี และที่สำคัญ
 สำหรับในประเทศไทยนั้น ขณะนี้สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้มอบให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒทาการศึกษาวิจัยรูปแบบการใช้แท็บเล็ตเพื่อการเรียนการสอน ดังนั้น นวัตกรรมการแท็บเล็ตเพื่อการศึกษา น่าจะมีการต่อยอด และพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆซึ่งก็น่าติดตามอย่างมากเลยที่เดียว



อ้างอิง
http://ceit.sut.ac.th/km/wordpress/?p=138http://www.thaimoodle.org/pluginfile.php/146/mod_resource/content/2/moodle-lms.pdfwww.kan1.go.th/tablet-for-education.pdf